"เครือข่ายคอมพิวเตอร์เบื้องต้น"
วันพฤหัสบดีที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2557
บทที่ 9 ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้รวดเร็ว มีการใช้ทรัพยากรร่วมกันโดยผ่านสายสื่อสาร ซึ่งเราเรียกว่า การเชื่อมต่อแบบเครือข่าย (Network) ถ้าต่อเชื่อมกันใกล้ ๆ ในพื้นที่เดียวกันเรียกว่า LAN (Local Area Network) ถ้าการเชื่อมต่อเครือข่ายทางภูมิศาสตร์ที่ใหญ่ขึ้นกว่า LAN เรียกว่า MAN (Metropolitan Area Network) ถ้าเชื่อมต่อกันไกล ๆเช่น ข้ามประเทศเรียกว่า WAN (Wide Area Network)
การดำเนินธุรกิจในยุคโลกาภิวัฒน์หรือยุคเทคโนโลยีสารสนเทศนั้น ข้อมูลต่าง ๆ ขององค์กรมีความสำคัญอย่างมาก และถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด และถือเป็นหนึ่งในทรัพย์สินที่มีค่าที่สุด สำหรับการดำเนินธุรกิจในปัจจุบัน ซึ่งผู้บริหารและองค์กรที่เล็งเห็นถึงประโยชน์ จากการใช้เครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศที่ชาญฉลาดในการสื่อสารข้อมูลต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น ที่จะได้พบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนสามารถสร้างโอกาสให้กับองค์กรให้มีความได้เปรียบในเชิงธุรกิจ ในยุคเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัฒน์ที่มีการแข่งขันกันสูง และมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
การเพิ่มขีดความสามารถและความชาญฉลาดเข้าไปในระบบเครือข่ายอย่างมากมาย ผลที่ตามมาก็คือ โครงสร้างพื้นฐานในการสื่อสารที่ได้รับการปรับปรุงประสิทธิภาพสำหรับการสื่อสารทั้งทางด้านเสียง ภาพและข้อมูลในระบบเครือข่าย หรือถ้าจะพูดให้ง่ายเข้าก็อาจจะเรียกสั้น ๆ ได้ว่าเป็นระบบเครือข่ายสารสนเทศอัจฉริยะ ซึ่งจะเป็นระบบสารสนเทศที่ประกอบไปด้วยความคล่องตัว
ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถปรับแต่ง หรือเพิ่มขยายได้โดยทุกส่วนขององค์ประกอบที่ได้กล่าวมานั้น สามารถทำงานร่วมกันได้อย่าง
มีประสิทธิภาพ ซึ่งในเชิงธุรกิจแล้วนั้นจะมีผลกระทบโดยตรงต่อเป้าหมายขององค์กรธุรกิจ จากการที่ระบบเครือข่ายสารสนเทศได้เข้ามาผลักดันให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและย่นระยะเวาลาในการดำเนินโครงการต่าง ๆ
ซึ่งหมายความว่า องค์กรนั้น ๆ จะสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วตามสภาวะการณ์ของตลาดในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัฒน์ที่ได้ย่นย่อโลกของเราให้เล็กลงอย่างที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน
อินเทอร์เน็ต (Internet)
เทคโนโลยีเครือข่ายในปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่า เป็นแรงผลักดันในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และช่วยให้การใช้ชีวิตสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงาน การเล่น และการเรียนรู้ สำหรับผู้บริหารที่มองโลกในแง่ดีสักหน่อยก็คงเห็นด้วยว่าการนำเทคโนโลยีด้านเครือข่ายและสารสนเทศมาใช้งานนั้น สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นองค์กรทางภาครัฐหรือภาคเอกชน เทคโนโลยีเครือข่ายที่มักจะนำมาใช้นั้นที่เรารู้จักกันอย่างก็คือ “อินเทอร์เน็ต (Internet)”
อินเทอร์เน็ต (Internet) คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง แต่เนื่องจากมีขนาดใหญ่ มีผู้ใช้งานหลายสิบล้านคนกระจายไปทั่วโลก จึงมีข้อมูลมากมายมหาศาลแลกเปลี่ยนกันในเครือข่าย สำหรับประเทศไทยนั้น อินเทอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530 –2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์สถาบันการศึกษาโดยมีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีแห่งเอเซีย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้า เจ้าคุณทหารลาดกระบัง และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสถาบันแรก ๆ แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเทอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535 จึงมีการเปิดให้บริการอินเทอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ โดยบริษัทแรกที่เปิดดำเนินการเป็นผู้บริการอินเทอร์เน็ต ISP คือบริษัท KSC คอมเมอเชียล อินเทอร์เน็ต หลังจากนั้นก็มีการใช้อินเทอร์เน็ตอย่างแพร่หลายและเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (www.) กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา อย่างไรก็ตาม อินเทอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเทอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World–Wide–Web) จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด
บริการต่าง ๆ ของอินเตอร์เน็ต
WWW (World Wide Web) คือ บริการข่าวสารผ่านทางหน้าเอกสารอินเทอร์เน็ต (เว็บเพจ) มีรูปแบบเหมือนกับสื่อสิ่งพิมพ์อื่น ๆ เช่น นิตยสารและหนังสือ แต่มีข้อดีที่ตัวหนังสือของเว็บเพจสามารถเชื่อมโยงไปยังเว็บเพจอื่น ๆ ได้ทำให้การค้นหาข้อมูลทำได้โดยง่าย และยังสามารถเผยแพร่ข้อมูลได้ทั่วโลกได้ทันทีในราคาถูก ข้อมูลมีทั้งรูปภาพ ข้อความ ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดีโด ข้อมูลอยู่ในรูป Interactive Multimedia
FTP (File Transfer Protocol) คือ บริการไฟล์ผ่านทางอินเทอร์เน็ต เราสามารถนำไฟล์รูปภาพ เสียง ฯลฯ ลงมาเก็บที่เครื่องของเราโดยผ่านโปรแกรมในการเชื่อมต่อหรือผ่านทางอินเตอร์เน็ตก็ได้
E–mail (electronic mail) คือ บริการจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ มีความสามารถเหมือนกับจดหมายจริง ๆ แต่ส่งผ่านไปหรือรับทางเครือข่าย
อินเทอร์เน็ตแทน ทำให้เร็วและประหยัดกว่าการส่งจดหมายแบบเดิม
IRC (Internet Relay Chat) เป็นแหล่งพูดคุยกันในอินเทอร์เน็ต สามารถคุยโต้ตอบกันได้ทันที โยการพิมพ์ข้อความ โดยผ่านโปรแกรม
เช่น Pirch, ICQ, Qq–thai เป็นต้น
ค้นหาข้อมูล (Search Engine) เนื่องจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ตมีมากมายเราจึงจำเป็นต้องมีการค้นหาเพื่อให้รวดเร็วและสะดวก ประหยัดเวลาด้วย
Home – page ผู้บริหารสามารถทำ Home – page ของบุคคลหรือองค์กรธุรกิจได้ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ธุรกิจให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
การทำธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต (E–Commerce) เป็นการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านอินเทอร์เน็ต โดยการสร้าง Home–page และใส่รายละเอียดของสินค้าลงไป ถ้ามีผู้สนใจก็สามารถเข้าไปดูรายละเอียดและเจรจาต่อรองหรือสั่งซื้อได้เลย
ปัจจุบันการใช้อินเทอร์เน็ตแพร่หลายใช้ได้สะดวกสบายขึ้น มีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือ สำหรับผู้บริหารที่ใช้คอมพิวเตอร์พกพา โน๊ตบุกส์หรือ
แลปท็อป ก็สามารถใช้อินเทอร์เน็ตไร้สายได้ในทุกสถานที่
ในปัจจุบันการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเข้ามาใช้ในการดำเนินงานมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติธุรกิจจากการดำเนินธุรกิจแบบดั้งเดิมมาเป็นธุรกิจ
แบบอีบิสิเนส (e – Business) หมายถึง การนำเทคโนโลยีมาใช้ในทุกระบวนการของการทำงานในองค์กรธุรกิจทั่วไปและการสร้างประบวนการโต้ตอบและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์
ระหว่างองค์กร เช่น การนำระบบการจัดซื้อออนไลน์ (e–Procurement) หมายถึง การจัดซื้อจัดจ้างโดยผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของหน่วยงานภาครัฐระดับกรมหรือระดับกระทรวง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ประโยชน์กับหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรมการทำธุรกิจ
ออนไลน์ (e-Commerce) เข้ามาใช้ในการติดต่อสัมพันธ์กับเครือข่ายภายนอกองค์กร หรือแม้กระทั่งการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาใช้งานในการสื่อสารภายในองค์กร เช่น การจัดให้มีระบบ Intranet ขึ้นในองค์กรเพื่อใช้ในการแจ้งถึงนโยบายและวิธีการปฏิบัติต่างให้กับพนักงานตลอดจนมีการพัฒนามาใช้ในการฝึกอบรม (e-learning) ภายในองค์กรซึ่งเป็นการลดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก
อินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต (Intranet and Extranet)
เนื่องจากอินเทอร์เน็ตได้รับความสนใจและมีประโยชน์มากสำหรับองค์กรต่าง ๆ เพราะสามารถสื่อสารคนจำนวนมากเข้าด้วยกัน เพื่อเผยแพร่ข้อมูลโดยเสียค่าใช้จ่ายต่ำถึงแม้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้จะต่างรุ่นต่างแบบกัน ในอดีตองค์กรหลาย ๆ แห่งเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลในการลงทุนกับเทคโนโลยีที่สนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในองค์กร ซึ่งผลที่ได้บางครั้งก็ไม่น่าพอใจ
ด้วยเหตุที่องค์กรต่าง ๆ จึงได้นำเทคโนโลยีอินทราเน็ตเข้ามาใช้ เพื่อเป็นคำตอบสำหรับการสื่อสารข้อมูลภายในองค์กร โดยใช้เทคโนโลยี
เกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต
อินทราเน็ต (Intranet) หมายถึง เครือข่ายเฉพาะส่วนขององค์กรหรือหน่วยงานที่นำซอฟต์แวร์หรือฮาร์ดแวร์แบบอินเทอร์เน็ตมาประยุกต์ใช้ อินทราเน็ตจึงเป็นเครือข่ายเพื่อระบบงานภายใน โดยมุ่งเน้นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อบริการแก่บุคลากร โดยมีคอมพิวเตอร์ทำหน้าที่เป็นอินเทอร์เน็ตซอฟต์แวร์เพื่อให้บริการข้อมูลในรูปแบบเดี่ยวกับที่ใช้งานในอินเทอร์เน็ตและขยายเครือข่ายไปทุกแผนก ให้บุคลากรสามารถเรียกค้นข้อมูลและสื่อสารถึงกันได้
ประโยชน์ของอินทราเน็ต
เผยแพร่เอกสารที่ต้องการสื่อสารให้พนักงานทราบทางอินทราเน็ตโดยนำไปใส่ในเว็บ ซึ่งพนักงานสามารถเปิดดูได้ วิธีนี้สามารถประหยัดกระดาษและลดค่าใช้จ่ายได้มาก
ลดช่องว่างในการประสานงานระหว่างพนักงาน สามารถนำข้อมูลที่ต้องการให้ทีมงานออกความคิดเห็น รวบรวมการตอบสนองที่ได้มาประมวลผลได้ทันทีและสามารถสื่อสารความคืบหน้าของงาน ตามงาน และนัดเวลาประชุมได้โดย
ผ่านอินทราเน็ต
สามารถเชื่อมต่อระบบอินทราเน็ตกับฐานข้อมูล พนักงานสามารถค้นหาและสอบถามข้อมูลที่ต้องการได้ในทันที
ลดเวลาในการเรียนรู้ พนักงานใช้อินเทอร์เน็ตเป็นอยู่แล้วไม่ต้องเสียเวลาเรียนรู้ ลดค่าใช้จ่ายในการอบรม
ส่วนเอ็กทราเน็ต เป็นระบบเครือข่ายที่เกิดจากการประยุกต์ใช้อินทราเน็ต โดยขยายขอบเขตการใช้เครือข่ายจากภายในไปยังภายนอกองค์กร ซึ่งในปัจจุบันธุรกิจมักมีเครือข่ายกัน เช่น ระหว่างผู้ขายวัตถุดิบกับองค์กร หรือธุรกิจที่มีสามารถอยู่ห่างไกลกันคนละจังหวัด เป็นต้น
บทที่ 8 การตรวจสอบและแก้ไข้ปัญหาของระบบเครือข่าย
การตรวจสอบและแก้ไข้ปัญหาของระบบเครือข่าย
วิธีการแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่าย
ขั้นตอนที่ 1. ใช้เครื่องมือบริการแก้ไขปัญหาอัตโนมัติของ Microsoft
คุณอาจลองใช้บริการแก้ไขปัญหาอัตโนมัติของ Microsoft เป็นขั้นแรกในการวินิจฉัยและซ่อมแซมปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายทั่วไปใน Internet Explorer คุณควรเรียกใช้ตัวแก้ไขปัญหาทั้งสองเพื่อดูว่าปัญหาของคุณได้รับการแก้ไขหรือไม่
ถ้าตัวแก้ไขปัญหาอัตโนมัติเหล่านี้สามารถแก้ไขปัญหาของคุณได้ ถือว่าคุณเสร็จสิ้นขั้นตอนสำหรับบทความนี้แล้ว ถ้าตัวแก้ไขปัญหาไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อของคุณได้ ให้ดำเนินการต่อไปในขั้นตอนที่ 2
ขั้นตอนที่ 2. ใช้เครื่องมือวินิจฉัยเครือข่าย
เครื่องมือวินิจฉัยเครือข่ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Windows Vista ได้รับการออกแบบมาเพื่อทดสอบข้อผิดพลาดของการเชื่อมต่อเครือข่าย เครื่องมือวินิจฉัยเครือข่ายยังสามารถใช้เพื่อระบุว่าโปรแกรมที่เกี่ยวกับเครือข่ายทำงานอย่างถูกต้องหรือไม่ สำหรับการใช้เครื่องมือนี้แก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่าย ให้ทำตามขั้นตอนดังนี้
เปิด Internet Explorer แล้วพยายามเข้าถึงเว็บเพจที่ทำให้เกิดปัญหาในการเชื่อมต่อเครือข่าย
ในเพจที่ปรากฏข้อความแสดงข้อผิดพลาดของ Internet Explorer ให้คลิกที่การเชื่อมโยง วินิจฉัยปัญหาการเชื่อมต่อ
เครื่องมือวินิจฉัยเครือข่ายจะทำงาน เมื่อเครื่องมือทำงานเสร็จสิ้น จะส่งการรายงานผลใดๆ ต่อไปนี้:
เครื่องมือไม่พบปัญหา
เครื่องมือพบปัญหา นอกจากนี้ เครื่องมือจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปในการแก้ไขปัญหา
หากคุณไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยการใช้เครื่องมือวินิจฉัยเครือข่าย คุณต้องแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยไปที่ส่วน "แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง"
ขั้นตอนที่ 3. แก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
วิธีที่ 1: ทดสอบเว็บไซต์ที่รู้อยู่แล้วว่าทำงานได้
เริ่มโปรแกรม Internet Explorer แล้วป้อนที่อยู่ใดๆ ต่อไปนี้ในแถบที่อยู่ด้านบนของหน้าต่างเบราว์เซอร์:
http://www.microsoft.com/thailand/
http://www.msn.com
https://login.live.com/login.srf?wa=wsignin1.0&rpsnv=11&ct=1285151694&rver=6.0.5285.0&wp=MBI&wreply=http:%2F%2Fmail.live.com%2Fdefault.aspx&lc=1029&id=64855&mkt=th-TH
หากคุณไม่พบปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายเมื่อคุณพิมพ์ที่อยู่ใดๆ เหล่านี้ลงในแถบที่อยู่ เราขอแนะนำให้คุณติดต่อเจ้าของเว็บไซต์ที่คุณพบปัญหานั้นๆ ซึ่งเว็บไซต์อาจจะปิดออฟไลน์ชั่วคราวหรือประสบปัญหาอื่นๆ ของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม หากคุณยังพบปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายอยู่เมื่อคุณพิมพ์ที่อยู่ใดๆ เหล่านี้ลงในแถบที่อยู่ อาจเป็นเพราะมีข้อขัดแย้งกับซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งอยู่บนระบบ ในกรณีนี้ ไปที่วิธีที่ 2
วิธีที่ 2: ตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่าย
ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสายเคเบิลที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ตหรือกับเครือข่ายในบ้านของคุณแน่นดีแล้ว นอกจากนี้ ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเปิดใช้อุปกรณ์เครือข่ายที่คอมพิวเตอร์ของคุณและทำงานได้อย่างถูกต้อง จากนั้น ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ เพื่อตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่ายตามความเหมาะสมกับสถานการณ์
ขั้นที่ 1: ตรวจสอบการเชื่อมต่อของโมเด็ม DSL ภายนอก เคเบิลโมเด็ม หรือโมเด็มผ่านสายโทรศัพท์
หากคุณใช้โมเด็มภายนอก ให้ตรวจสอบดังนี้
ตรวจดูว่าสายเคเบิลเชื่อมต่อโมเด็มกับผนังอย่างแน่นหนา โดยมากแล้ว สายเคเบิลมักจะเชื่อมต่อกับหัวต่อโทรศัพท์หรือเต้าเสียบเคเบิล
ตรวจดูว่าสายเคเบิลเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับโมเด็มอย่างแน่นหนาทั้งสองปลาย และหัวต่อแต่ละด้านของสายเคเบิลอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ในกรณีที่เป็นเคเบิลเครือข่าย เคเบิลเครือข่ายมีลักษณะคล้ายเคเบิลโทรศัพท์ แต่จะหนากว่าและหัวต่อแต่ละด้านจะใหญ่กว่า
ถ้าใช้สาย USB เชื่อมต่อโมเด็มภายนอกกับคอมพิวเตอร์ คุณจะต้องทำการตรวจสอบเพิ่มเติม สาย USB จะมีหัวต่อที่ต่างกันในแต่ละปลายสาย ปลายด้านหนึ่งจะเป็นสี่เหลี่ยมแบน ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นลูกบาศก์ที่มีสลักเข้ามุมทั้งสองมุม สำหรับการตรวจสอบการเชื่อมต่อ USB ให้ลองทำดังนี้
ถ้าโมเด็มเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์โดยใช้ฮับ USB ให้ลองข้ามฮับ USB คุณสามารถข้ามฮับ USB ด้วยการเสียบสายเคเบิลจากอุปกรณ์ลงในพอร์ต USB ตัวใดตัวหนึ่งของคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง
หากโมเด็มเสียบอยู่ที่พอร์ตใดพอร์ตหนึ่งที่อยู่ด้านหน้าของคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป ให้ลองเสียบสาย USB ลงในพอร์ตใดพอร์ตหนึ่งที่ด้านหลังคอมพิวเตอร์แทน คอมพิวเตอร์บางเครื่องให้พลังงานไม่เพียงพอแก่พอร์ต USB ด้านหน้า ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาการเชื่อมต่อกับโมเด็ม
ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบการเชื่อมต่ออุปกรณ์โมเด็มภายใน
หากโมเด็มที่ใช้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตอยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ สายเคเบิลที่ออกมาจากอุปกรณ์โมเด็มควรจะมีเพียงเส้นเดียว ตรวจดูว่าสายเคเบิลเชื่อมต่อโมเด็มกับเต้าเสียบผนังอย่างแน่นหนาในแต่ละด้าน โดยมากแล้ว สายเคเบิลมักจะเชื่อมต่อกับหัวต่อโทรศัพท์หรือเต้าเสียบสาย
ขั้นที่ 3: ตรวจสอบการเชื่อมต่อเครือข่ายภายในบ้าน
หากคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตผ่านทางเครือข่ายภายในบ้าน เราขอแนะนำให้คุณตรวจสอบรายการต่อไปนี้ตามความเหมาะสมกับสถานการณ์
การเชื่อมต่อไร้สาย
หากคอมพิวเตอร์ใช้การเชื่อมต่อไร้สายในเครือข่ายภายในบ้าน เราขอแนะนำให้คุณอ่านบทความต่อไปนี้บนเว็บไซต์ "บริการช่วยเหลือและวิธีการของ Windows Vista":
ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการตรวจจับเครือข่ายไร้สาย โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft:
http://windows.microsoft.com/th-TH/windows-vista/Troubleshoot-problems-finding-wireless-networks
ในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสัญญาณไร้สายที่มีคุณภาพต่ำ โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft:
http://windows.microsoft.com/th-TH/windows-vista/Troubleshoot-low-wireless-signal-quality-problems
การเชื่อมต่อแบบใช้สาย
หากคอมพิวเตอร์ใช้การเชื่อมต่อแบบใช้สาย (การเชื่อมต่อแบบนี้เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่าการเชื่อมต่ออีเทอร์เน็ต) เราขอแนะนำให้คุณอ่านหัวข้อ "ไม่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายภายในบ้าน” ในบทความ “การแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายและอินเทอร์เน็ต”:
http://windows.microsoft.com/th-TH/windows-vista/Troubleshoot-network-connection-problems
ถ้าคุณต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับการกำหนดค่าเครือข่ายเฉพาะ การกำหนดค่าฮาร์ดแวร์หรือการกำหนดค่าเครือข่าย เราขอแนะนำให้คุณติดต่อผู้ขายฮาร์ดแวร์เครือข่ายที่คุณใช้
หมายเหตุ คุณอาจต้องติดต่อกับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ของคุณเพื่อตรวจสอบการเชื่อมต่อ
วิธีที่ 4: ปัญหาอื่นๆ ในการเชื่อมต่อหรือที่เกี่ยวข้องกับเครือข่าย
สาเหตุหนึ่งที่เป็นไปได้ของปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายก็คือ เครือข่ายหรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่คุณกำลังใช้ทำงานออนไลน์กำลังมีปัญหา ซึ่งคุณสามารถทดสอบได้โดยการทำตามขั้นตอนการแก้ไขปัญหาดังนี้
ขั้นที่ 1 เริ่มการทำงานของโมเด็มหรือเราเตอร์ใหม่
เป็นไปได้ว่า ในบางครั้ง การตั้งค่า IP หรือการกำหนดค่าเครือข่ายที่คุณได้รับจากผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ไม่ถูกต้องหรือจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง บางครั้ง การเชื่อมต่อระหว่างโมเด็มกับ ISP อาจกำลังมีปัญหา ในการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าโมเด็มหรือเราเตอร์ คุณจะต้องให้อุปกรณ์เริ่มทำงานใหม่ นอกจากนี้ การเริ่มทำงานใหม่ของอุปกรณ์ยังทำให้เกิดการเชื่อมต่อใหม่กับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ให้โมเด็มเริ่มทำงานใหม่ โดยใช้วิธีใดวิธีหนึ่งดังต่อไปนี้ ขึ้นอยู่กับชนิดโมเด็มของคุณ
โมเด็มภายนอก
เพื่อให้โมเด็มภายนอกเริ่มทำงานใหม่ ทำตามขั้นตอนดังนี้
ถอดสายเคเบิลที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์หรือเราเตอร์กับโมเด็มออก ซึ่งอาจจะเป็นสาย USB หรือเคเบิลเครือข่าย
ปิดโมเด็ม ถ้าโมเด็มไม่มีสวิตช์เปิดปิด ให้ถอดสายไฟออกจากด้านหลังของโมเด็มหรือถอดปลั๊กออกจากผนัง
รอหลายๆ นาที แล้วจึงเปิดโมเด็ม เชื่อมต่อสายเคเบิลจากคอมพิวเตอร์หรือเราเตอร์เข้ากับโมเด็ม แล้วเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่
ทดสอบการเชื่อมต่อของคุณใหม่อีกครั้ง เพื่อดูว่าคุณสามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้
หากคุณยังคงประสบปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่าย ให้ไปที่ขั้นที่ 2
โมเด็มภายใน
ในการเริ่มทำงานใหม่ของโมเด็มภายใน คุณจะต้องเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ หากคุณยังคงประสบปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายหลังจากที่เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่แล้ว ให้ไปที่ขั้นที่ 2
ขั้นที่ 2 ตรวจสอบการตั้งค่าไฟร์วอลล์หรือเราเตอร์
หากคุณเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตโดยใช้เราเตอร์ อาจจะมีปัญหากับการตั้งค่าสำหรับการกำหนดค่า และจะต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง การที่จะระบุว่าปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายเกิดจากการกำหนดค่าผิดหรือปัญหาของเราเตอร์ คุณจะต้องข้ามเราเตอร์และเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์โดยตรงกับโมเด็ม
ข้อควรระวัง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของคุณโดยตรงเข้ากับอินเทอร์เน็ตอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี เพื่อป้องกันไม่ให้คอมพิวเตอร์ถูกโจมตี ตรวจดูให้แน่ใจว่าคอมพิวเตอร์ของคุณมีการติดตั้งและเปิดใช้ไฟร์วอลล์ สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับ Windows Firewall ที่รวมอยู่ใน Windows Vista โปรดดูหัวข้อ "Windows Firewall"
Windows Firewall
Windows Vista ประกอบด้วยไฟร์วอลล์ซึ่งเรียกว่า Windows Firewall ซึ่ง Windows Firewall จะถูกเปิดใช้งานตามค่าเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม คุณยังต้องตรวจสอบว่า Windows Firewall ถูกเปิดใช้งาน ก่อนที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ต ในการตรวจสอบว่า Windows Firewall ถูกเปิดใช้งาน ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
คลิก เริ่ม แล้วคลิก แผงควบคุม
พิมพ์ security ในกล่องค้นหาที่มุมขวาบนของแผงควบคุม
คลิกไอคอนหรือการเชื่อมโยงสำหรับ Security Center ในผลลัพธ์การค้นหาที่ปรากฏขึ้น คุณจะเห็นแถบสี่แถบที่ชื่อ ไฟร์วอลล์, การปรับปรุงอัตโนมัติ, การป้องกันมัลแวร์ และ การกำหนดค่าความปลอดภัยอื่นๆ ในหน้าต่างที่ปรากฏขึ้น
คลิกปุ่มลูกศรขวาบนแถบ ไฟร์วอลล์ เพื่อขยายแถบ แถบที่ขยายจะแสดงตัวเลือกตัวใดตัวหนึ่งในสามตัวดังนี้
ถ้าแถบไฟร์วอลล์มีสีเขียว แสดงว่าไฟร์วอลล์ถูกเปิดใช้งาน
ถ้าแถบไฟร์วอลล์มีสีแดง คุณอาจจะเห็นข้อความที่แสดงว่า Windows Firewall ปิดอยู่ เมื่อต้องการเปิด Windows Firewall และทำให้แถบ ไฟร์วอลล์ ใน Security Center เปลี่ยนเป็นสีเขียว คลิก เปิดเดี๋ยวนี้
ถ้าแถบไฟร์วอลล์มีสีแดงและข้อความอธิบายปัญหากับโปรแกรมไฟร์วอลล์ของบริษัทอื่น เราขอแนะนำให้คุณยกเลิกการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์จากเครือข่าย แล้วติดต่อผู้ขายโปรแกรมไฟร์วอลล์สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีเปิดโปรแกรมไฟร์วอลล์ของบริษัทอื่น
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Windows Firewall ใน Windows Vista โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ "บริการช่วยเหลือและวิธีการของ Windows Vista":
หากต้องการอ่านบทความ "ไฟร์วอลล์: คำถามที่ถามบ่อย" โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft:
http://windowshelp.microsoft.com/Windows/en-US/Help/33307acf-0698-41ba-b014-ea0a2eb8d0a81033.mspx
หากต้องการอ่านบทความ "อะไรคือไฟร์วอลล์?" โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft:
http://windows.microsoft.com/th-TH/windows-vista/What-is-a-firewall
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Windows Firewall อ่านบทความ "Windows Firewall: การเชื่อมโยงที่แนะนำ" ที่เว็บไซต์ต่อไปนี้ของ Microsoft:
http://windows.microsoft.com/th-TH/windows-vista/Windows-Firewall-recommended-links
สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง Windows Firewall และ Windows Security Center ใน Windows Vista ให้คลิกหมายเลขบทความต่อไปนี้ เพื่อดูบทความใน Microsoft Knowledge Base:
929462 คำอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง Windows Firewall และ Windows Security Center ใน Windows Vista
หลังจากที่คุณเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับโมเด็มโดยตรงแล้ว ให้ทดสอบ Internet Explorer ถ้าคุณสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่คุณเคยเข้าถึงได้มาก่อน ติดต่อผู้ผลิตเราเตอร์เพื่อขอความช่วยเหลือในการกำหนดค่าอุปกรณ์ ถ้าคุณยังไม่สามารถเว็บไซต์ใดๆ ได้เลย ให้ไปที่ขั้นที่ 3
ขั้นที่ 3 ตรวจสอบความเข้ากันได้ของอุปกรณ์
ในการที่โมเด็มหรือการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายจะทำงานได้อย่างถูกต้องบน Windows Vista อุปกรณ์นั้นจะต้องเข้ากันได้กับ Windows Vista นอกจากนี้ ยังต้องมีโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ที่ Windows Vista สามารถใช้ได้เพื่อสื่อสารกับอุปกรณ์นั้น เพื่อดูว่าโมเด็มหรือการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายที่ใช้กันได้กับ Windows Vista คุณจะต้องระบุก่อนว่าคุณมีการ์ดรุ่นใดในคอมพิวเตอร์ โดยให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้:
คลิก เริ่ม, พิมพ์ device manager ในกล่อง การค้นหา แล้วกด ENTER
คลิกรายการสำหรับ ตัวจัดการอุปกรณ์ ที่ปรากฏขึ้นในผลลัพธ์การค้นหา
ขยายรายการสำหรับชนิดอุปกรณ์ที่กำลังมองหา ตัวอย่างเช่น ขยาย การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย
หมายเหตุ ชนิดของอุปกรณ์ที่คุณมองหาจะถูกกำหนดด้วยวิธีที่คุณเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตด้วยการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย คุณจะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย และคุณจะต้องขยายการ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย
ให้สังเกตรายการที่ปรากฏขึ้นภายใต้ การ์ดเชื่อมต่อเครือข่าย
เริ่ม Internet Explorer ในคอมพิวเตอร์อีกเครื่อง
พิมพ์ที่อยู่ต่อไปนี้ แล้วกด ENTER:
http://whql.microsoft.com/hcl/
ค้นหาการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายที่คุณสังเกตไว้ในขั้นที่ 4 ข้อมูลที่มีอยู่บนเว็บไซต์นี้จะบอกให้ทราบว่าการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายของคุณเข้ากันได้กับ Windows Vista หรือไม่
ถ้าคุณไม่สามารถระบุชนิดโมเด็มหรือการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายที่มีอยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณ หรือถ้าอุปกรณ์แสดงว่ากำลังมีปัญหา เราขอแนะนำให้คุณติดต่อ OEM หรือผู้ขายฮาร์ดแวร์ที่คุณซื้อการ์ดดังกล่าว
สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับผู้ผลิตฮาร์ดแวร์ โปรดไปที่เว็บไซต์ต่อไปนี้:
http://support.microsoft.com/gp/vendors/en-us
ถ้าอุปกรณ์ที่กำลังมองหาเป็นโมเด็ม DSL ภายในหรือเคเบิลโมเด็มภายใน เราขอแนะนำให้คุณติดต่อผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตที่ให้โมเด็มนั้นมา ปัญหาที่คุณอาจพบได้มีดังนี้
ไม่มีโมเด็มหรือการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายใน ตัวจัดการอุปกรณ์
โมเด็มหรือการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายแสดงเป็น อุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก หรือแสดงด้วยชื่อทั่วไปเช่น Ethernet Adapter หรือ PCI Simple Communications Controller
โมเด็มหรือการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายมีเครื่องหมาย X สีแดงหรือเครื่องหมายตกใจสีเหลือง
หากคุณยังคงประสบปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายหลังจากที่ตรวจสอบแล้วว่าโมเด็มหรือการ์ดเชื่อมต่อเครือข่ายเข้ากันได้กับ Windows Vista และมีการติดตั้งโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ล่าสุด ให้ไปที่ขั้นที่ 4
ขั้นที่ 4 สร้างจุดคืนค่าของระบบก่อนที่จะเริ่มต้นโปรโตคอล Winsock ใหม่
ข้อสำคัญ ก่อนที่คุณจะทำตามขั้นตอนที่อธิบายไว้ในหัวข้อ "เริ่มต้นโปรโตคอล Winsock ใหม่" เราขอแนะนำให้คุณใช้เครื่องมือ System Restore ใน Windows Vista เพื่อสร้างจุดคืนค่าบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะทำให้คอมพิวเตอร์ย้อนกลับไปสู่จุดก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลงใดๆ ในกรณีที่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาใหม่
สร้างจุดคืนค่าของระบบ
สำหรับการสร้างจุดคืนค่าของระบบด้วย System Restore ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้
คลิก เริ่ม คลิกขวา คอมพิวเตอร์ แล้วคลิก คุณสมบัติ
คลิก การป้องกันระบบ ในบานหน้าต่างงาน หากคุณถูกถามให้ระบุรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบหรือให้ยืนยัน ให้พิมพ์รหัสผ่าน หรือคลิกดำเนินการต่อ
คลิก สร้าง ที่มุมขวาล่างของกล่องโต้ตอบ คุณสมบัติของระบบ
พิมพ์ชื่อที่เหมาะสมในกล่องโต้ตอบ คุณสมบัติของระบบ ตัวอย่างเช่น พิมพ์ คอมพิวเตอร์ก่อนการเปลี่ยนแปลงของเครือข่าย แล้วคลิก สร้าง
ในทันทีที่จุดคืนค่าถูกสร้างเรียบร้อยแล้ว ข้อความเตือนต่อไปนี้จะถูกแสดงขึ้น
จุดคืนค่าถูกสร้างขึ้นเรียบร้อยแล้ว
คลิก ตกลง สองครั้ง
เริ่มต้นโปรโตคอล Winsock ใหม่
สาเหตุที่เป็นไปได้อีกประการหนึ่งของปัญหาการเชื่อมต่อเครือข่ายคือ การกำหนดค่าผิดหรือความเสียหายของโปรโตคอล Winsock บนคอมพิวเตอร์ โปรโตคอลนี้ใช้โดย Windows ในการสื่อสารกับคอมพิวเตอร์อื่นและเข้าถึงทรัพยากรบนอินเทอร์เน็ต เช่น อีเมลและเว็บไซต์ ถ้ามีปัญหากับ Winsock, Windows Vista จะไม่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อีก
ข้อควรระวัง โปรแกรมที่เข้าใช้งานหรือตรวจสอบอินเทอร์เน็ต เช่น โปรแกรมป้องกันไวรัส โปรแกรมไฟร์วอลล์หรือไคลเอนต์พร็อกซี่ อาจได้รับผลกระทบในทางลบ เมื่อคุณเริ่มการกำหนดค่าโปรโตคอล Winsock ใหม่ หากคุณมีโปรแกรมที่ทำงานไม่ถูกต้องหลังจากที่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ คุณอาจต้องยกเลิกการติดตั้งและติดตั้งโปรแกรมใหม่เพื่อคืนการทำงาน หรือคุณอาจต้องซ่อมแซมโปรแกรมโดยใช้โปรแกรมติดตั้งของโปรแกรมประยุกต์
หลังจากสร้างจุดคืนค่าสำเร็จแล้ว ให้เปลี่ยนการกำหนดค่าโปรโตคอล Winsock กลับสู่การตั้งค่าเริ่มต้น ถ้าต้องการให้เราตั้งค่าการกำหนดค่าโปรโตคอล Winsock ใหม่ให้กับคุณ ไปที่ส่วน "แก้ไขปัญหาให้ฉัน" ถ้าคุณต้องการทำด้วยตนเอง ให้ไปที่ส่วน "ให้ฉันแก้ปัญหาเอง"
วิธีที่ 5: การแก้ปัญหาอัตโนมัติใน Windows 7
การใช้ตัวแก้ไขปัญหาของ Windows 7
ตามค่าเริ่มต้น Windows 7 รวมถึงตัวแก้ไขปัญหาต่อไปนี้ของ Internet Explorer สำหรับการติดตั้งใหม่
Internet Explorer Performance
Internet Explorer Safety
เรียกใช้ตัวแก้ไขปัญหาของ Internet Explorer
ออกจากโปรแกรมทั้งหมด
คลิก เริ่ม แล้วคลิก แผงควบคุม
คลิก ค้นหาและแก้ไขปัญหา ภายใต้ ระบบและความปลอดภัย
คลิก ดูทั้งหมด ในบานหน้าต่าง งาน
คลิก Internet Explorer Performance
คลิก ถัดไป ในหน้าต่างใหม่
หมายเหตุ ตัวแก้ไขปัญหาทำงานและแก้ไขปัญหาที่ได้รับการระบุทั้งหมดอย่างอัตโนมัติ
คลิก ปิด
บทที่ 7 การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์บนเครือข่าย
การแชร์ไฟล์และเครื่องพิมพ์บนเครือข่าย
จุดประสงค์
1. เข้าใจหลักการแชร์ไฟล์อย่างง่ายและการแชร์ไฟล์เฉพาะผู้ได้รับอนุญาต
2. สามารถติดตั้งการแชร์ไฟล์อย่้างง่ายได้
3. สามารถติดตั้งการแชร์ไฟล์เฉพาะผู้ได้รับการอนุญาตได้
4. สามารถสร้างบัญชีผู้ใช้และกลุ่มได้
5. ฝึกฝนการจัดการและวางแผนการสร้างบัญชีผู้ใช้และกลุ่ม เพื่อนำไปใช้งานอย่างมีระบบ
6. สามารถติดตั้งเครื่องพิมพ์เพื่อแชร์ใช้งานบนเครือข่ายได้
ต้อง set ค่า แต่ละเครื่องก่อน โดยจำไว้ว่า ชื่อกลุ่ม (workgroup)ต้องเหมือนกัน แต่ชื่อเครื่องห้ามเหมือนกัน
1. Set Workgroup ทุกเครื่องให้เหมือนกัน โดยการ คลิกขวาที่ Mycomputer แล้วกด Properties แล้วเลือก Computer Name
จุดประสงค์
1. เข้าใจหลักการแชร์ไฟล์อย่างง่ายและการแชร์ไฟล์เฉพาะผู้ได้รับอนุญาต
2. สามารถติดตั้งการแชร์ไฟล์อย่้างง่ายได้
3. สามารถติดตั้งการแชร์ไฟล์เฉพาะผู้ได้รับการอนุญาตได้
4. สามารถสร้างบัญชีผู้ใช้และกลุ่มได้
5. ฝึกฝนการจัดการและวางแผนการสร้างบัญชีผู้ใช้และกลุ่ม เพื่อนำไปใช้งานอย่างมีระบบ
6. สามารถติดตั้งเครื่องพิมพ์เพื่อแชร์ใช้งานบนเครือข่ายได้
ต้อง set ค่า แต่ละเครื่องก่อน โดยจำไว้ว่า ชื่อกลุ่ม (workgroup)ต้องเหมือนกัน แต่ชื่อเครื่องห้ามเหมือนกัน
1. Set Workgroup ทุกเครื่องให้เหมือนกัน โดยการ คลิกขวาที่ Mycomputer แล้วกด Properties แล้วเลือก Computer Name
บทที่ 6 การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเวิร์คกรุ๊ปด้วย windows XP
การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปด้วย Windows XP Professional
จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. สามารถสร้างสายแลนชนิด RJ-45 ได้ด้วยตนเอง
2. เข้าใจหลักการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ป
3. สามารถติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปบน Windows XP ได้
4. สามารถนำความรู้การติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปไปประยุกต์ใช้งานจริงได้อย่างเหมาะสม
ขั้นตอนการสร้างสายแลนชนิด RJ-45
ในเบื้องต้นของการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปจำเป็นต้องมีสายแลน ซึ่งสามารถหาซื้อสำเร็จรูปได้ตามห้างร้านไอทีทั่วไป โดยจะต้องคัดเลือกสายให้ถูกต้อง ว่าจะใช้สายแบบต่อตรง(Straight Through) หรือใช้สายแบบไขว้ (Crossover) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการ แต่กรณีต้องการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เพียง 2 เครื่อง หากใช้สายแบบไขว้ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ฮับหรือสวิตช์
สำหรับอุปกรณ์ที่จะต้องเตรียมเพื่อดำเนินการสร้างสายแลนมีดังนี้
1. สายยูทีพี CAT-5 ที่มีความยาวเหมาะสมกับการใช้งาน (แต่ไม่เกิน 100เมตร)
2. หัวเชื่อมต่อหรือปลั๊ก RJ-5 จำนวน 2 หัว
3. คีมย้ำหัว RJ-5
4. มีดคัดเตอร์
สำหรับปลายสายอีกฝั่งหนึ่ง ในกรณีที่ต้องการสร้างสายแลนแบบเชื่อมต่อตรง ก็ให้ดำเนินการตามนี้ ก็จะต้องทำการเรียงสีสายสัญญาณใหม่ ดังนี้
ขาวเขียว/เขียว,ขาวส้ม/น้ำเงิน,ขาวน้ำเงิน/ส้ม,ขาวน้ำตาล/น้ำตาล
ขั้นตอนการติดตั้งเครือข่ายแบบเวิร์กกรุ๊ปด้วย Windows XP ข้อกำหนดเบื้องต้น
เพื่อให้การติดตั้งเครือข่ายเวิร์กกรุ๊ปตามตัวอย่างต่อไปนี้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามต้องการ ดังนี้
1. เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 (Computer#1)
2. เตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2 (Computer#2)
3. เปลี่ยนมุมมองของเมนูเป็นชนิด Classic Start Menu
4. เปลี่ยนมุมมองของ Control Panel เป็น Classic View
คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 1 (Computer#1) ที่ติดตั้ง Windows XP Service Pack 2 เรียบร้อยแล้ว
คอมพิวเตอร์เครื่องที่ 2(Computer#2) ที่ติดตั้ง Windows XP Service Pack 2 เป็นที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน
แสดงรายละเอียดของระบบปฏิบัติการ ซึ่งในที่นี้คือ Windows XP Professional Service Pack 2
ขั้นตอนการเปลี่ยนมุมมองของเมนูให้เป็นชนิด Classic Start Menu
1.ไปที่ทาสก์บาร์แล้วคลิกขวาที่เมาส์เลือกรายการ Properties
2.คลิกที่แท็บ Start Menu
3.เลือกรายการคำสั่ง Classic Start menu
4.กดปุ่ม OK
ก็จะได้เมนูใหม่ในมุมมองของ Classic Start menu ดังนี้
ขั้นตอนการเปลี่ยนมุมมองของ Control Panel ให้เป็น Classic View
1.คลิกปุ่ม Start
2.เลือกเมนู Settings
3.เลือกเมนู Control Panel
4.คลิกที่ Switch to Classic View
ก็จะได้มุมมอง Control Panel ในรูปแบบ Classic Viewตามรายการดังนี้
การกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสให้กับคอมพิวเตอร์เครื่องแรก
ให้นำสายแลนแบบไขว้ที่สร้างขึ้นมาเสียบเข้ากับซ็อกเก็ตแลนทั้งสองเครื่อง หรือกรณีมีอุปกรณ์ฮับ ก็ได้ดำเนินการเสียบเข้ากับฮับได้เลย แต่กรณีนี้จะต้องเป็นสายแลนแบบต่อตรงที่ไม่ใช่แบบไขว้
1.ให้สังเกตที่ทาสก์บาร์แสดงถึงคอมพิวเตอร์ที่ยังไม่ได้เชื่อมต่อสาย โดยหลังจากที่ต่อสายแลนเข้ากับคอมพิวเตอร์แล้ว ไอคอนนี้ก็จะเป็นซึ่งหมายความว่ายังไม่สามารถเชื่อมต่อได้ ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่ได้มีการกำหนดค่านั่นเอง
2.ที่Control Panel ให้ดับเบิลคลิกที่ไอคอน Network Connection
3.จะเกิดไดอะล็อกบ็อกซ์ชื่อ Network Connectionsขึ้นมาโดยให้นำเมาส์ไปชี้ แล้วคลิกขวาที่ไอคอน Local Area Connection แล้วเลือกรายการ Properties
4.คลิกที่แท็บ General
5.คลิกเครื่องหมายถูกทั้งหมดตามรูป ซึ่งปกติจะถูกกำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นให้คลิกที่รายการ Internet Protocol(TCP/P)จนเกิดแถบสี
6.คลิกปุ่ม Properties
7.เลือกรายการคำสั่ง Use the following IP address ทั้งนี้เนื่องจากต้องการกำหนดหมายเลขไอพีแอดเดรสเอง
8.กรอกหมายเลข IP:192.168.0.1 และ Subnet mask: 255.255.255.0
9.ตามด้วยปุ่ม OK
10.แล้วคลิกที่เซ็กบ็อกซ์ Show icon notification area when connected เพื่อให้แสดงไอคอนตรงทาสก์บาร์เมื่อได้รับการเชื่อมต่อ
บทที่ 5 อุปกรณ์ในระบบเครือข่าย
อุปกรณ์ที่ใช้ในระบบเครือข่าย
1.โมเด็ม (Modem)
โมเด็มเป็นฮาร์ดแวร์ที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณแอนะล็อกให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เมื่อข้อมูลถูกส่งมายังผู้รับละแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นแอนะล็อก เมื่อต้องการส่งข้อมูลไปบนช่องสื่อสาร กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก เรียกว่า มอดูเลชัน (Modulation) โมเด็มทำหน้าที่ มอดูเลเตอร์ (Modulator) กระบวนการที่โมเด็มแปลงสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณแอนะล็อก ให้เป็นสัญญาณดิจิตัล เรียกว่า ดีมอดูเลชัน (Demodulation) โมเด็มหน้าที่ ดีมอดูเลเตอร์ (Demodulator)โมเด็มที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันมี 2 ประเภทโมเด็กในปัจจุบันทำงานเป็นทั้งโมเด็มและ เครื่องโทรสาร เราเรียกว่า Faxmodem
2. การ์ดเครือข่าย (Network Adapter) หรือ การ์ด LAN
เป็นอุปกรณ์ทำหน้าที่สื่อสารระหว่างเครื่องต่างกันได้ไม่จำเป็นต้องเป็นรุ่นหรือยี่ห้อเดียวกันแต่หากซื้อพร้อมๆกันก็แนะนำให้ซื้อรุ่นและยีห้อเดียวกันจะดีกว่า
และควรเป็น การ์ดแบบ PCI เพราะสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าแบบ ISAและเมนบอร์ดรุ่นใหม่ๆมักจะไม่มี Slot ISA ควรเป็นการ์ดที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps
ซึ่งจะมีราคามากกว่าการ์ดแบบ 10 Mbps ไม่มากนัก แต่ส่งขอมูลได้เร็วกว่า นอกจากนี้คุณควรคำหนึงถึงขั้วต่อหรือคอนเน็กเตอร์ของการ์ดด้วยโดยทั่วไปคอนเน็กเตอร์ ของการ์ด LAN จะมีหลายแบบ เช่น BNC , RJ-45 เป็นต้น ซึ่งคอนเน็กเตอร์แต่ละแบบก็จะใช้สายที่แตกต่างกัน
3. เกตเวย์ (Gateway)
เกตเวย์ เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกอย่างหนึ่งที่ช่วยในการสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์หน้าที่หลักคือช่วยให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ 2 เครือข่ายหรือมากกว่า ซึ่งมีลักษณะไม่เหมือนกันสามารถติดต่อสื่อสารกันได้เหมือนเป็นเครือข่ายเดียวกัน
4. เราเตอร์ (Router)
เราเตอร์เป็นอุปกรณ์ในระบบเครือข่ายที่ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมโยงให้เครือข่ายที่มีขนาดหรือมาตรฐานในการส่งข้อมูลต่างกัน สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างกันได้ เราเตอร์จะทำงานอยู่ชั้น Network หน้าที่ของเราเตอร์ก็คือ ปรับโปรโตคอล (Protocol) โปรโตคอลเป็นมาตรฐานในการสื่อสารข้อมูล บนเครือข่ายคอมพิวเตอร์) ที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันได้
5. บริดจ์ (Bridge)
บริดจ์มีลักษณะคล้ายเครื่องขยายสัญญาณ บริดจ์จะทำงานอยู่ในชั้น Data Link บริดจ์ทำงานคล้ายเครื่องตรวจตำแหน่งของข้อมูล โดยบริดจ์จะรับข้อมูล จากต้นทางและส่งให้กับปลายทาง โดยที่บริดจ์จะไม่มีการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆแก่ข้อมูล บริดจ์ทำให้การเชื่อมต่อระหว่างเครือข่ายมีประสิทธิภาพลดการชนกัน ของข้อมูลลง บริดจ์จึงเป็นสะพานสำหรับข้อมูลสองเครือข่าย
6. รีพีตเตอร์ (Repeater)
รีพีตเตอร์ เป็นเครื่องทบทวนสัญญาณข้อมูลในการส่งสัญญาณข้อมูลในระยะทางไกลๆสำหรับสัญญาณแอนะล็อกจะต้องมีการขยายสัญญาณข้อมูลที่
ี่เริ่มเบาบางลงเนื่องจากระยะทาง และสำหรับสัญญาณดิจิตัลก็จะต้องมีการทบทวนสัญญาณเพื่อป้องกันการขาดหายของสัญญาณเนื่องจากการส่งระยะทางไกลๆ
เช่นกัน รีพีตเตอร์จะทำงานอยู่ในชั้น Physical
7. สายสัญญาณ
เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่างๆในระบบเข้าด้วยกัน หากเป็นระบบที่มีจำนวนเครื่องมากกว่า 2 เครื่องก็จะต้องต่อผ่านฮับอีกทีหนึ่ง โดยสายสัญญาณสำหรับเชื่อมต่อเครื่องในระบบเครือข่าย จะมีอยู่ 2 ประเภท คือ
- สาย Coax มีลักษณะเป็นสายกลม คล้ายสายโทรทัศน์ ส่วนมากจะเป็นสีดำสายชนิดนี้จะใช้กับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ BNC สามารถส่งสัญญาณได้ไกลประมาณ 200 เมตร สายประเภทนี้จะต้องใช้ตัว T Connector สำหรับเชื่อมต่อสายสัญญาณกับการ์ด LAN ต่างๆในระบบ และต้องใช้ตัว Terminator ขนาด 50 โอห์ม สำหรับปิดหัวและท้ายของสาย
- สาย UTP (Unshied Twisted Pair) เป็นสายสำหรับการ์ด LAN ที่ใช้คอนเน็กเตอร์แบบ RJ-45 สามารถส่งสัญญาณได้ไกล
ประมาณ 100 เมตร หากคุณใข้สายแบบนี้จะต้องเลือกประเภทของสายอีก โดยทั่วไปนิยมใช้กัน 2 รุ่น คือ CAT 3 กับ CAT5 ซึ่งแบบ CAT3 จะมีความเร็วในการส่งสัญญาณ10 Mbps และแบบ CAT 5 จะมีความเร็วในการส่งข้อมูลที่ 100 Mbps แนะนำว่าควรเลือกแบบ CAT 5 เพื่อการอัพเกรดในภายหลังจะได้ไม่ต้องเดินสายใหม่ ในการใช้งานสายนี้ สาย 1 เส้นจะต้องใช้ตัว RJ - 45 Connector จำนวน 2 ตัว เพื่อเป็นตัวเชื่อมต่อระหว่างสายสัญญาณจากการ์ด LAN ไปยังฮับหรือเครื่องอื่น เช่นเดียวกับสายโทรศัพท์ ในกรณีเป็นการเชื่อมต่อเครื่อง 2 เครื่องสามารถใช้ต่อผ่านสายเพียงเส้นเดียได้แต่ถ้ามากกว่า 2 เครื่อง ก็จำเป็นต้องต่อผ่านฮับ
8. ฮับ (HUB)
เป็นอุปกรณ์ช่วยกระจ่ายสัญญาณไปยังเครื่องต่างๆที่อยู่ในระบบ หากเป็นระบบเครือข่ายที่มี 2 เครื่องก็ไม่จำเป็นต้องใช้ฮับสามารถใช้สายสัญญาณเชื่อมต่อ ถึงกันได้โดยตรง แต่หากเป็นระบบที่มีมากกว่า 2 เครื่องจำเป็นต้องมีฮับเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ในการเลือกซื้อฮับควรเลือกฮับที่มีความเร็วเท่ากับความเร็ว ของการ์ด เช่น การ์ดมีความเร็ว 100 Mbps ก็ควรเลือกใช้ฮับที่มีความเร็วเป็น 100 Mbps ด้วย ควรเป็นฮับที่มีจำนวนพอร์ตสำหรับต่อสายที่เพียงพอกับ เครื่องใช้ในระบบ หากจำนวนพอร์ตต่อสายไม่เพียงพอก็สามารถต่อพ่วงได้ แนะนำว่าควรเลือกซื้อฮับที่สามารถต่อพ่วงได้ เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต
บทที่ 4 รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย
รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่าย ( Topologies )
รูปแบบการเชื่อมต่อเครือข่ายหรือมักเรียกสั้น ๆ ว่า โทโพโลยี เป็นลักษณะทั่วไปที่กล่าวถึงการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทางกายภาพว่ามีรูปแบบหน้าตาอย่างไร เพื่อให้สามารถสื่อสารร่วมกันได้และด้วยเทคโนโลยีเครือข่ายท้องถิ่นจะมีรูปแบบของโทโพโลยีหลายแบบด้วยกัน ดังนั้น จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจแต่ละโทโพโลยีว่ามีความคล้ายคลึง หรือแตกต่างกันอย่างไร รวมถึงข้อดีและข้อเสียของแต่ละโทโพโลยี และโดยปกติโทโพโลยีที่นิยมใช้กันบนเครือข่ายท้องถิ่นจะมีอยู่ 3 ชนิดด้วยกัน คือ
โทโพโลยีแบบบัส
โทโพโลยีแบบดาว
โทโพโลยีแบบวงแหวน
1. แบบบัส ( BUS Topology ) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนสายสัญญาณหลักเส้นเดียว ที่เรียกว่า BUS ทีปลายทั้งสองด้านปิดด้วยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Teminator ไม่มีคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ คอมพิวเตอร์เครื่องใดหยุดทำงาน ก็ไม่มีผลกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ในเครือข่าย
ข้อดี ของการเชื่อแบบบัส คือ
สามารถติดตั้งได้ง่าย เนื่องจากเป็นโครงสร้างเครือข่ายที่ไม่ซับซ้อน
การเดินสายเพื่อต่อใช้งาน สามารถทำได้ง่าย
ประหยัดค่าใช้จ่าย กล่าวคือ ใช้สายส่งข้อมูลน้อยกว่า เนื่องจากสามารถเชื่อมต่อกับสายหลักได้ทันที
ง่ายต่อการเพิ่มสถานีใหม่เข้าไปในระบบ โดยสถานีนี้สามารถใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้
ข้อเสียของการเชื่อแบบบัส คือ
1. ถ้ามีสายเส้นใดเส้นหนึ่งหลุดไปจากสถานีใดสถานีหนึ่ง ก็จะทำให้ระบบเครือข่ายนี้หยุดการทำงานลงทันที
2. ถ้าระบบเกิดข้อผิดพลาดจะหาข้อผิดพกลาดได้ยาก โดยเฉพาะถ้าเป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่
2. แบบดาว ( Star topology ) เป็นการเชื่อมต่อสถานีหรือจุดต่าง ๆ ออกจากคอมพิวเตอร์ศูนย์กลางหรือคอมพิวเตอร์แม่ข่ายที่เรียกว่า File Server แต่ละสถานีจะมีสายสัญญาณเชื่อมต่อกับศูนย์กลาง ไม่มีการใช้สายสัญญาณร่วมกัน เมื่อสถานีใดเกิดความเสียหายจะไม่มีผลกระทบกับสถานีอื่น ๆ ปัจจุบันนิยมใช้อุปกรณ์ HUB เป็นตัวเชื่อมต่อจากคอมพิวเตอร์แม่ข่ายหรือคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง
ข้อดีของการเชื่อมแบบดาว คือ ง่ายต่อการใช้บริการ เพราะมีศูนย์กลางอยู่ที่คอมพิวเตอร์แม่ข่ายอยู่เครื่องเดียวและเมื่อเกิดความเสียหายที่คอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง คอมพิวเตอร์เครื่องอื่นก็จะไม่มีผลกระทบอันใดเพราะใช้สายคนละเส้น
ข้อเสียของการเชื่อมแบบดาว คือ ต้องใช้สายสัญญาณจำนวนมาก เพราะแต่ละสถานีมีสายสัญญาณของตนเองเชื่อมต่อกับศูนย์กลางจึงเหมาะสมกับเครือข่ายระยะใกล้มาก กว่าการเชื่อมต่อเครือข่ายระยะไกล การขยายระบบก็ยุ่งยากเพราะต้องเชื่อมต่อสายจากศูนย์กลางออกมา ถ้าศูนย์กลางเสียหายระบบจะใช้การไม่ได้
3. แบบวงแหวน ( Ring Topology ) เป็นการเชื่อมต่อเครือข่ายเป็นรูปวงแหวนหรือแบบวนรอบ โดยสถานีแรกเชื่อมต่อกับสถาน สุดท้าย การรับส่งข้อมูลในเครือข่ายจะต้องผ่านทุกสถานี โดยมีตัวนำสารวิ่งไปบนสายสัญญาณของแต่ละสถานี ต้องคอยตรวจสอบข้อมูลที่ส่งมา ถ้าไม่ใช่ของตนเองต้องส่งผ่านไปยังสถานีอื่นต่อไป
ข้อดีของการเชื่อมแบบวงแหวน คือ ใช้สายสัญญาณน้อยกว่าแบบดาว เหมาะกับการเชื่อมต่อด้วยสายสัญญาณใยแก้วนำแสง เพราะส่งข้อมูลทางเดียวกันด้วยความเร็วสูง
ข้อเสียของการเชื่อมแบบวงแหวน คือ ถ้าสถานีใดเสียระบบก็จะไม่สามารถทำงานต่อไปได้จนกว่าจะแก้ไขจุดเสียนั้น และยากในการตรวจสอบว่ามีปัญหาที่จุดใดและถ้าต้องการเพิ่มสถานีเข้าไปจะพกหระทำได้ยากด้วย
บทที่ 3 มาตราฐานการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย
การกำหนดมาตรฐานของอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ในยุคแรก ๆ จะมุ่งเน้นถึงคำสั่งการ ทำงาน ภายใน และการเชื่อมต่ออุปกรณ์พื้นฐานต่าง ๆ ก่อให้ระบบเกิดคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า ระบบปิด( Closed System ซึ่งหมายความว่า ในระบบนี้จะมีการติดต่อสื่อสารได้ เฉพาะเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่มาจาก ผู้ผลิต เดียวกัน หรือถ้าบริษัทอื่นเข้ามาร่วมในการสื่อสารด้วย ก็ต้องพยายามทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ผลิตขึ้น มีลักษณะ ที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกันกับ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ต้องการติดต่อให้มากที่สุดหรือที่เรียกว่า PLug Compatible System
ต่อเนื่องจากได้เล็งเห็นข้อเสียของระบบปิดแล้ว องค์กรต่าง ๆ ก็ได้มุ่งเน้นให้กำหนดมาตรฐาน สำหรับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่จะนำ ต่อเชื่อมกับโครงข่ายสาธารณะ และมีการกำหนดมาตรฐาน เอาไว้ หลาย ลักษณะ ดังต่อไปนี้คือ
1. V-Series Recommendations เป็นการกำหนดมาตรฐานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เช่น Modem ซึ่งจะ นำมาเชื่อมต่อกับระบบโทรศัพท์ (PSTN-Public Switched Telephone Network) หรือที่มักจะเรียก ระบบนี้ว่า Data Termanl Equipment (DTE)
X-Series Recommedations เป็นการกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่ออุปกรณ์ DTE กับ โครงข่าย สื่อสาร ข้อมูลสาธารณะ (PSDN-Public Switched Data Network)
I-Sereis Recommendations เป็นการกำหนดมาตรฐานการเชื่อมต่ออุปกรณ์ DTE กับ โครงข่าย สื่อสารร่วมระบบดิจิตอล (IDN-Intergated Service Digital Network
ผลการกำหนดมาตรฐานดังกล่าวข้างต้น ทำให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ต่าง ๆ ถูกออกแบบมา ให้มีความ คล้ายคลึงกัน และสามารถทำงานทดแทนกันได้ ซึ่งมีผลทำให้ผู้ซื้อสามารถเลือกอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้จากผู้ขาย จำนวนมากมายขึ้น
ในระยะแรกบริการโครงส่ายสื่อสารสาธารณะ จะมุ่งเน้นด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง เครือ ข่าย เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้มาตรฐานต่าง ๆ ถูกกำหนดขึ้นโดย เน้นในด้านของการเชื่อมต่ออุปกรณ์ต่าง ๆ เข้าสู่ระบบ เครือข่ายนั้น ๆ แต่ต่อมาระบบเครือข่ายสาธารณะก็ได้เริ่มขยายการให้บริการข้อมูล เช่น การบริการแลกเปลี่ยนการให้บริการแลกเปลี่ยนข้อความทางอิเล็คทรอนิส์การให้บริการ เพื่อที่จะทำให้บริการต่าง ๆ เหล่านี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการกำหนดมาตรฐาน ซึ่ง ไม่เพียง พอแต่ครอบคลุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่จะนำมาเชื่อมต่อเข้า กับระบบดังกล่าวแต่งยัง คงครอบ คลุมถึงรูปแบบ ( Syntax) ของข้อมูล ที่จะนำเข้าสู่ระบบการแลกเปลี่ยนผ่านทางเครือข่ายด้วย ซึ่งผล ของ การ กำหนดมาตรฐาน นี้ ทำให้อุปกรณ์จากผู้ผลิตหนึ่งสามารถที่จะนำมาใช้แลกเปลี่ยนหรือทดแทนกันได้ กับอุปกรณ์จากผู้ผลิตอื่น ๆ ที่ได้ผลิตขึ้นตามมาตรฐานเดียวกัน
จุดมุ่งหมายของ ISO Reference Model คือ การกำหนดโครงร่าง สำหรับสำหรับ การกำหนด มาตรฐานต่าง ๆ เกี่ยวกับระบบ เพื่อให้มาตรฐานเดิม ที่มีอยู่กับมาตรฐานอื่น ๆ ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ การอนุญาตให้โปรแกรมใช้งานต่างๆ ในคอมพิวเตอร์ที่ ดำเนินการตามมาตรฐานที่ตั้งไว้ ได้ดำเนินการติดต่อกับโปรแกรมที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ที่อยู่ภาย ใต้มาตรฐานเดียวกัน ได้โดยอิสระโดยไม่ต้องคำนึง ถึงว่าโปรแกรมนั้นจะมาจากบริษัทผู้ผลิตใด
ตัวอย่างโปรแรมต่าง ๆ ที่ต้องมีการติดต่อสื่อสารโดยวิธีการของระบบเปิด ได้แก่
1. โปรแกรมที่ต้องการเข้าถึงข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น แล้วนำประมวลผลในเครื่อง คอมพิวเตอร์ที่โปรแกรมนั้นอยู่
2. โปรแกรมที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นตัวบริการฐานข้อมูล (Server) สำหรับโปรแกรมอื่น ๆ ใน ระบบ ประมวลผลแบบกระจาย (Distribued)
3.โปรแกรมที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเครือข่ายแล้วต้องการใช้บริการจดหมายอิเล็คทรอนิกส์
4. โปรแกรมที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลาง การให้บริการจดหมายอิเล็คทรอนิกส์แก่โปรแกรมอื่น ๆ ในระบบการประมวลผลแบบกระจาย (Distributed)
5. โปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมโปรแกรมอื่น ในงานเกี่ยวกับการควบคุมเครื่องจักรกล หรือ อุปกรณ์ ที่ ใช้ในคอมพิวเตอร์
6. โปรแกรมที่ทำหน้าที่ควบคุมเครื่องจักรกลหรืออุปกรณ์ที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ขณะกำลัง รับ สั่ง จากโปรแกรมควบคุมอีกชั้นหนึ่ง
7. โปรแกรมที่อยู่ศูนย์กลางธนาคาร ขณะทำหน้าที่ปรุงยอดบัญชีของลูกค้า ที่อยู่ในเครื่อง คอมพิวเตอร์ใน เครือข่ายระยะไกลความหมายของ ISO จะอยู่ที่การแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่าง โปรแกรม ต่าง ๆ เหล่านั้นโดยจะอำนวยความสะดวกให้แต่ละโปรแกรมให้สามารถรับ - ส่งข้อมูลที่ต้องการได้ โดยไม่ต้อง คำนึงถึงว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่กำลังประมวลผลนั้นมีลักษณะทาง Hardware เช่นใด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




